เงินบาทเปิด 33.46 บาท อ่อนค่าจากสัปดาห์ก่อน จับตาตะวันออกกลาง-ดอกเบี้ยเฟด
“กรุงไทย” ประเมินเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ระยะ 24 ชั่วโมง มองกรอบ 33.35-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ชี้เงินบาทยังมีโมเมนตัมอ่อนค่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และทิศทางดอกเบี้ยเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (28 ก.ย. 2569) ที่ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.34 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.47 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธเงื่อนไขการเจรจาหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ของฝั่งอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท พร้อมหนุนการทยอยรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการกลับมาอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
เฟดขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นอีกแรงกดดันเงินบาท
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
สัปดาห์นี้ ตลาดยังต้องจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักอย่างใกล้ชิด
เงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED
ขณะเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มีความเสี่ยงผันผวนสูง และอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้
ลุ้นเงินบาททดสอบ 33.50-33.85 บาท
สำหรับค่าเงินบาท กรุงไทยประเมินว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ตราบใดที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้เช่นกัน
กรอบเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ 33.00-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วน กรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 33.35-33.60 บาทต่อดอลลาร์
บาทยังมีโมเมนตัมอ่อนค่า แต่ตลาดรอขายดอลลาร์ที่แนวต้าน
สำหรับแนวโน้มเงินบาท กรุงไทยมองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลัง และเปิดความเสี่ยงให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
หากประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ พบว่า กรอบการเคลื่อนไหวระดับ +/- 1 SD ของเงินบาทอาจกว้างถึง 32.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมองว่าเงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าไปได้มากนัก ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ฝั่งอ่อนค่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์บริเวณโซนแนวต้าน
ตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาท ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย
กรุงไทยจึงยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk และสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ PCE รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลง หากผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
สำหรับระดับสำคัญของเงินบาท กรุงไทยมองว่า โซนแนวรับอยู่ที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่มีความผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะ ซึ่งช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องไปมาก
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดต้องติดตาม เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควร
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- สหรัฐฯ : จับตา PCE-จ้างงาน-ถ้อยแถลง FED
ฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการ ทั้งข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม ซึ่งอาจเห็นการปรับลดลงของข้อมูลในช่วงก่อนหน้าราว 0.15-0.20 จุดเปอร์เซ็นต์ หลังทางการสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณราคาสินค้าและบริการในบางหมวด โดยเฉพาะ Portfolio Management and Investment Advice, Computer Software and Accessories และ Legal Services
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่จะช่วยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต (ISM Manufacturing PMI) รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่างยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนกันยายน
พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 48% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปี 2027
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยมีทั้งกระแสข่าวว่าฝั่งอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความพยายามในการเจรจาหยุดยิง รวมถึงกระแสข่าวการโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ตะวันออกกลางจากฝั่งอิหร่านและพันธมิตร Axis of Resistance เช่น กลุ่ม Houthi
- ยุโรป : ลุ้นทิศทางดอกเบี้ย ECB-BOE
ฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง
ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB และ BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ พร้อมกับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้งในปีหน้า โดยเฉพาะ BOE หลังจาก ECB ได้ทยอยขึ้นดอกเบี้ยมาบ้างแล้ว
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 2 พร้อมติดตามผลสำรวจภาคธุรกิจ (Decision Maker Panel survey) โดยเฉพาะการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
ส่วนฝั่งยูโรโซน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ซึ่งจะช่วยสะท้อนแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ ECB
- เอเชีย : จับตาเศรษฐกิจจีน-ญี่ปุ่น และทิศทางดอกเบี้ย RBA
ฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการเดือนกันยายน ทั้งข้อมูล PMI ที่สำรวจโดยทางการจีน ซึ่งเน้นภาคธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่และรัฐวิสาหกิจของจีน รวมถึงดัชนี RatingDog PMI ที่เน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลางเป็นหลัก
ส่วนญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลสำรวจภาคธุรกิจโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ประจำไตรมาสที่ 3 รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ
ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้งในปีหน้า
ขณะที่ฝั่งธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) นักวิเคราะห์ประเมินว่า RBA อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 4.60% หลังอัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียยังคงอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจออสเตรเลียยังพอรองรับการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้าและการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หลังเศรษฐกิจออสเตรเลียได้รับอานิสงส์จากทั้ง AI & Green Boom และการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
- ไทย : ลุ้น PMI-MPI สะท้อนแรงกระเพื่อม AI Boom
สำหรับประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายน และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม
พร้อมติดตามดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) เดือนกันยายน โดยข้อมูลเหล่านี้อาจสะท้อนผลของ AI Boom ต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของไทยที่ยังไม่ทั่วถึง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB